[sf] Love Enough

posted on 09 Apr 2013 08:03 by czelxv
 
 
 
 
 
L o v e e n o u g h 
sunggyu x woohyun
 
 
 
 
 
 
 
 
คนรักกัน จะต้องการอะไรให้มากมาย
 
ซองกยูกับอูฮยอนเป็นแฟนกัน เขาไม่ใช่ผู้ชายในแบบที่ใครๆจะชอบ คิมซองกยูเป็นคนแข็งๆที่ไม่เข้าใจอารมณ์อ่อนหวาน กลับกันกับนัมอูฮยอนที่โรแมนติกจ๋า สรรหาเรื่องมาเซอร์ไพร์สและบังคับให้ซองกยูทำเซอร์ไพร์สกลับซะบ้างซึ่งแน่นอนว่าไม่เคยสำเร็จ ก็เขาหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมจะต้องเอาเมมโมรี่ในหัวที่ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้วไปจำเรื่องเล็กน้อยแบบวันครบรอบหรือการใช้เงินที่หามาอย่างลำบากไปซื้อของซื้อดอกไม้ในวันครบรอบที่ว่า
 
ซองกยูไม่เคยจำวันครบรอบที่อูฮยอนให้ความสำคัญเขาเลยไม่เคยมีช่อดอกไม้สวยๆให้อีกฝ่าย และมันก็กลายเป็นประเด็นที่ทำให้อูฮยอนงอนเขาได้เสมอ แต่ซองกยูไม่ชอบตื้อใครนานๆ เขาขับรถออกไปซื้อดอกลิลลี่มาช่อนึงแล้วยื่นให้อูฮยอนพร้อมประโยคว่า'อย่างอนบ่อยนักสิ' แล้วซองกยูก็ได้หน้าบูดของคนขี้งอนกลับคืนมา แต่เพราะอีกฝ่ายรู้ว่าซองกยูไม่เคยคิดเปลี่ยนนิสัยแข็งทื่อของตัวเองถึงได้รับดอกลิลลี่ไปด้วยหน้าบูดๆนั่นแล้วแสร้งทำเป็นหายงอนทั้งที่ในใจยังขุ่นมัว
 
ครั้งนี้ก็คงเหมือนกัน
 
อูฮยอนบอกว่าวันนี้เป็นวันที่ซองกยูบอกรักอูฮยอนวันแรก(และดูเหมือนจะเป็นวันเดียวเพราะหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยพูดมันอีกเลย)เจ้าตัวเลยรีบบิดมอเตอร์ไซด์ออกจากออฟฟิศทันทีที่เลิกงาน ยื่นบัตรละครเพลงให้พนักงานตรวจตั๋วแล้ววิ่งเข้าหาเก้าอี้นั่งจนขาแทบพันกันเพราะนี่มันเลยเวลาแสดงละครมาเกือบครึ่งชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้นเพราะอูฮยอนรู้ว่าอีกฝ่ายมักมาสายทุกครั้งเลยนัดซองกยูก่อนเวลาสิบนาที ตอนนี้รวมแล้วนัมอูฮยอนก็เลทจากเวลานัดซองกยูมาตั้งสี่สิบนาที เพราะกลัวอีกคนจะรอนานถึงได้รีบวิ่งจนหอบแฮกแบบนี้
 
แต่ก็แทบล้มทั้งยืนเมื่อเก้าอี้สองตัวกลางโรงละครว่างเปล่า
 
เขาไม่ได้สนใจว่าเก้าอี้ตัวหน้าจะเป็นดาราดังขนาดไหนหรือเก้าอี้ตัวหลังจะเป็นนางแบบก้องโลกรึเปล่า อูฮยอนสนใจแค่เก้าอี้หมายเลขสิบแปดติดกับเก้าอี้หมายเลขสิบเจ็ดของเขาควรมีคิมซองกยูนั่งอยู่ตรงนั้น
 
.. แต่ก็ไม่
 
อูฮยอนก้มหัวเดินแทรกเข้าไปนั่งบนเก้าอี้หมายเลขสิบเจ็ดด้วยสีหน้าเหนื่อยเต็มทน วางกระเป๋าไว้ที่เก้าอี้ข้างๆเพราะรู้ว่าซองกยูคงไม่มาเป็นแน่ ตลอดเวลาการนั่งดูละครเพลงสุดซึ้งนั่นไม่ได้เข้าหัวเลยซักนิดเดียวเพราะเอาแต่น้อยใจคิมซองกยูคนนั้น
 
ก็รู้ว่าไอ้การนั่งนับวันครบรอบบอกรักมันงี่เง่าแล้วก็ไร้สาระ แต่ก็เพราะซองกยูเป็นแบบนี้ไม่ใช่รึไง ถ้าไม่ใช่วันครบรอบก็เอาแต่บอกว่าไม่ว่าง แถมพอถึงวันครบรอบยังเบี้ยวนัดกันอีก ..เพราะไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันเกินหนึ่งชั่วโมงซักทีถึงได้พยายามฉวยโอกาสแบบนี้เอาไว้ แต่ซองกยูก็ยังทำมันพังหมดทุกอย่าง
 
อูฮยอนนั่งกัดปากตัวเองจนเจ็บ แล้วก็คงจะนั่งกัดปากตัวเองต่อไปถ้าผู้หญิงข้างๆไม่ได้สะกิดให้ลุกขึ้นเดินออกไป เขาถึงได้รู้ว่าละครเพลงที่อุตส่าห์ต่อแถวซื้อบัตรอยู่ค่อนวันจบลงแล้ว ถอนหายใจเฮือกใหญ่ กำสายกระเป๋าแน่นตอนเดินตามแถวไปตรงประตูทางออกแล้ววินาทีที่ก้มหน้ามองพื้นอยู่ก็เห็นรองเท้าหนังคุ้นตา ไล่สายตาขึ้นมาก็พบกับคนที่นั่งกร่นด่าอยู่ตลอดสองชั่วโมงครึ่ง ซองกยูไม่สนเสียงด่าทอว่าเดินย้อนทางแต่กลับแทรกฝ่าฝูงชนมาหาอูฮยอน ใบหน้าชื้นเหงื่อกับผมไม่เป็นทรงอีกทั้งเสื้อสูทที่หลุดลุ่ยบอกได้ว่าอีกฝ่ายรีบแค่ไหน
 
..แต่อูฮยอนเองก็ห้ามความน้อยใจที่ตีตื้นขึ้นมาเมื่อสบตาคู่นั้นไม่ได้เหมือนกัน เขาเดินผ่านร่างชุ่มเหงื่อนั่นไปไม่แม้แต่จะมองด้วยหางตา
 
.
 
 
.
 
 
ซองกยูถอนหายใจ เขาปาดเหงื่อตรงหางตาออกแล้วเปลี่ยนทิศการเดินวกกลับไปทางเดิมแทน เสียงบ่นด่าดังลอยตามมาแต่ซองกยูก็ยังไม่คิดสนใจ เขาเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุดแต่พอออกจากโรงละครมาได้อูฮยอนก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
 
เขาเสยผมอย่างหงุดหงิด ซองกยูคงไม่ร้อนใจขนาดนี้ถ้าอูฮยอนยังอยู่ฟังเหตุผลกัน เขารีบที่สุดแล้วที่จะมาโรงละครให้ทันเวลาอีกฝ่ายนัด ถึงจะเลิกงานเลทมาสิบนาทีแต่ทันทีที่หัวหน้ายัดแฟ้มเอกสารให้กลับไปทำที่บ้านมาในอ้อมแขนคิมซองกยูก็รีบวิ่งไปขึ้นรถสุดชีวิต แต่ไม่รู้ว่าพระเจ้าเกลียดกันหรืออะไรถึงได้ทำให้รถติดไม่ขยับเป็นชั่วโมง ซองกยูร้อนใจจนทนไม่ไหวตัดสินใจวิ่งไปโรงละครกลางจัตุรัสแทน
 
..แต่มันก็ยังสายเกินไป ซองกยูไปถึงโรงละครตอนที่คนทยอยออกมากันแล้วโดยที่หนึ่งในนั้นมีนัมอูฮยอน เขาไม่รู้จะทำยังไง ไม่ใช่ว่าไม่เคยมาสาย แต่ไม่ว่าสายกี่ครั้งเขาก็ไม่เคยเห็นสีหน้าเหนื่อยๆของอูฮยอนแบบนั้นเลย
 
ตัดสินใจล้วงโทรศัพท์ขึ้นมากดเลขหนึ่งแล้วโทรออก เสียงรอสายยังไม่ทันดังคนปลายสายก็กดรับซะแล้ว ซองกยูเลยได้แต่เงียบเพราะไม่คิดว่าอีกคนจะรับเร็วแบบนี้ เขายังไม่ทันได้เตรียมประโยคสวยๆไว้ง้อซักประโยค
 
"หิวข้าวมั้ย" ซองกยูไม่รู้ว่าประโยคไหนจะทำให้อูฮยอนไม่ตัดสายเขาทิ้งเท่านี้อีกแล้ว
 
"........" ซองกยูกัดปาก เขาจำได้ว่าเมื่อเช้าอูฮยอนบอกว่าอยากกินอาหารอิตาเลี่ยน แต่เขาก็ยังจำได้อีกว่าเมื่อวานเย็นอูฮยอนพูดว่าอยากลดความอ้วน
 
"รออยู่ที่ร้านอาหารร้านใหญ่ๆตรงบันไดนะ"
 
"อือ"
 
"........"
 
"........"
 
"รีบๆมาล่ะ"
 
อูฮยอนตัดสายทันทีแบบไม่ต้องสงสัย ซองกยูไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาตามที่บอกไหมแต่เขาก็เดินตรงเข้าไปนั่งในร้านแล้วสั่งข้าวผัดกิมจิมาสองจาน บอกพนักงานเสิร์ฟสาวสวยไปว่าให้ใส่พริกมาเยอะหน่อย เพราะอย่างน้อยถ้ากินเผ็ดอูฮยอนก็จะกินได้น้อยลงแล้วจะได้ลดความอ้วนตามที่เจ้าตัวอยากด้วย
 
ซองกยูนั่งเคาะโต๊ะเล่นแล้วไม่นานเกินรออูฮยอนก็เดินมาหย่อนตัวนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาใจชื้นขึ้นหน่อยที่สีหน้าเหนื่อยนั่นหายไปแล้ว
 
แต่ดันเปลี่ยนเป็นสีหน้าผิดหวังปนอารมณ์เสียแทน
 
ซองกยูถอนหายใจก้มมองมือตัวเองที่ประสานกันเอาไว้ เขารู้ว่าอูฮยอนหวังอยู่ลึกๆว่าซองกยูจะจำได้ว่าเจ้าตัวอยากกินอะไร แต่ทำยังไงได้ ก็อูฮยอนเป็นคนพูดเองเมื่อวานว่าอยากลดความอ้วน แล้วอาหารอิตาเลี่ยนที่อีกฝ่ายอยากกินน่ะมันไม่ได้ช่วยลดความอ้วนซักนิด
 
ยังไม่ทันได้แก้ตัวอะไรข้าวผัดกิมจิสองจานก็มาวางอยู่ตรงหน้า อูฮยอนคว้าช้อนจ้วงตักเข้าปากด้วยอารมณ์หงุดหงิดสุดชีวิต กินไปครึ่งจานก็คว้ากระเป๋าเดินกระแทกส้นเท้าออกจากร้านทิ้งให้ซองกยูต้องรีบวางเงินลงบนโต๊ะแล้ววิ่งตามออกไปทั้งที่เพิ่งกินข้าวไปคำเดียว
 
เขาวิ่งออกมาชนอูฮยอนยืนกอดอกอยู่ข้างนอก อีกฝ่ายเซไปเล็กน้อยเพราะซองกยูยังจับแขนไว้ได้ทัน คนอารมณ์เสียเดินนำไปที่ร้านเสื้อผ้าฝั่งตรงข้ามพร้อมประโยคสั้นๆ "จะซื้อเสื้อ"
 
การช้อปปิ้งเป็นสิ่งที่ทำให้อูฮยอนอารมณ์ดีขึ้นได้ทุกครั้งไม่เว้นแม้แต่ครั้งนี้ ซองกยูอมยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นอูฮยอนดูผ่อนคลายลงแล้วหันไปมีความสุขกับบรรดาเสื้อผ้าในมือ อีกคนเหลือบตามองเขานิดๆ ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาพร้อมเสื้อสีชมพูหวานสองตัว
 
"ดีมั้ย"
 
ซองกยูเงยหน้ามอง มันเป็นเสื้อคู่สีชมพูอ่อนเรียบๆมีสตอว์เบอร์รี่อยู่เสื้อละหนึ่งอันยืนจับมือต่อกัน ..แต่ซองกยูไม่ชอบสีชมพู เขาเลิกคิ้ว ส่ายหน้านิดๆแล้วชี้มือไปยังเสื้อสีเหลืองสองตัวข้างๆเป็นเชิงบอกว่าไอ้เสื้อสองตัวนั้นยังเข้าท่ากว่าอีก
 
อูฮยอนมองตามแล้วก็เจอกับเสื้อยืดบีหนึ่งกับบีสอง มันเป็นแค่เสื้อกล้วยใส่ชุดนอนที่มีสองลายไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าเสื้อคู่ซักนิด เสียงถอนหายใจดังมาจากปากของคนตัวเล็กกว่าก่อนอูฮยอนจะแขวนเสื้อสตอว์เบอร์รี่ไว้ตรงราว ยัดเสื้อทั้งหมดที่เลือกไว้ใส่อ้อมแขนซองกยูแล้วเดินหนีออกจากร้านไป
 
ซองกยูเองก็ไม่รู้จะทำยังไง เขาหอบเอาเสื้อทั้งหมดไปที่เคาท์เตอร์โดยหนีบเอาสตอว์เบอร์รี่สองตัวไปด้วย พอจ่ายเงินเสร็จก็หาอูฮยอนไม่เจอแล้ว เดินหมุนอยู่หน้าร้านได้ไม่นานก็รู้สึกถึงแรงสะกิดเบาๆที่ไหล่ หันกลับไปเจออูฮยอนกับกล่องราเมนกล่องใหญ่ในมือ ยังไม่ทันได้ถามอะไรเขาก็โดนคว้าแขนให้เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้สาธารณะติดน้ำพุหน้าจัตุรัส
 
"หิวรึเปล่า ขอโทษที่เดินออกมาแบบนั้น"
 
อูฮยอนพูดแล้วเหลือบตามองเป็นพักๆขณะกำลังแกะกล่องราเมนแบบแห้งบนตัก ซองกยูไม่สนใจว่ารอบข้างจะมีคนเยอะรึเปล่า เขาหยิบเสื้อสตอว์เบอร์รี่ออกมาจากถุงแล้วใส่ทับเชิ้ตสีขาวของตัวเองทั้งอย่างนั้น
 
อูฮยอนดูตกใจไม่น้อยตอนเงยหน้ามาเห็น แต่สุดท้ายซองกยูด็ได้เห็นรอยยิ้มของอีกคนเป็นครั้งแรกในรอบวัน คนข้างๆก้มงุดไปม้วนเส้นด้วยตะเกียบไม้ในมือ พอคีบเส้นไปจ่อปากซอวกยูก็เป็นเวลาเดียวกับที่เขายื่นเสื้อสตอว์เบอร์รี่ให้อีกฝ่ายที่ส่ายหัวดิก
 
"ใครจะไปทำอะไรน่าอายแบบนายกันเล่า"
 
"ก็อยากได้ไม่ใช่รึไง"
 
"แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใส่ตอนนี้ซักหน่อย"
 
"แต่นี่เรามาเดทกันด้วยนะ"
 
สุดท้ายอูฮยอนก็หยิบเอาเสื้อสีหวานในมือซองกยูไปใส่ อีกคนดูจะอายมากเพราะเอาแต่ก้มหน้าก้มตาม้วนเส้นไม่ยอมเสร็จซักที เห็นแบบนั้นซองกยูเลยลูบผมนิ่มของอีกฝ่ายจนยุ่ง
 
อูฮยอนเงยหน้ามามองพร้อมราเมนอีกคำที่ยื่นให้และสายตาหงอยๆ
 
"ขอโทษอีกทีนะ ที่งอนอะไรงี่เง่าอีกแล้ว"
 
ซองกยูส่ายหน้าแล้วส่งยิ้มกลับไป
 
"ฉันสิต้องขอโทษ ฉันไม่ได้อยากให้เดทเราเป็นแบบนี้เลย ฉันไม่ได้อยากมาสาย แล้วก็ไม่ได้อยากทำให้นายผิดหวังด้วย"
 
อูฮยอนอมยิ้มขณะที่คีบเส้นราเมนให้ซองกยูต่อ เอ่ยปากพูดเสียงเบาเหมือนพูดกับตัวเองแต่ก็เรียกรอยยิ้มจากซองกยูได้ไม่ยาก
 
"ไม่เป็นไรหรอก ..ได้มาทำอะไรแบบนี้บ้าง ก็ดีเหมือนกัน"
 
 
ความรักของคิมซองกยูกับนัมอูฮยอน ไม่ต้องการอะไรให้มากมายไปกว่านี้แล้วจริงๆ
 
 
 
 
 
 
END